ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับวัฒนธรรม

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับวัฒนธรรม เรื่องในแง่มุมต่างๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับวัฒนธรรมรวมอยู่ในฉบับนี้

เอกสารสามฉบับแรกใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์หรือลำดับวงศ์ตระกูล บัญชีการเมืองวัฒนธรรมของ Hong ในช่วงต้นยุคโชซอนพยายามที่จะเติมเต็มช่องว่างทางปรัชญาและทฤษฎีในประวัติศาสตร์ของนโยบายวัฒนธรรมเกาหลี การวิเคราะห์แง่มุมทางศาสนาและวัฒนธรรมของการเมืองและดนตรีของลัทธิขงจื๊อเป็นมาตรการเพื่อเติมเต็มอุดมคติของรัฐ เป็นการพาดพิงถึงธรรมชาติที่คงอยู่ของต้นกำเนิดนโยบายวัฒนธรรมที่มีรัฐเป็นศูนย์กลางในเกาหลี

ความคิดของขงจื๊อซึ่งถูกมองว่าจำกัดอยู่แต่ในปรัชญาการเมือง โดยพื้นฐานแล้วดำเนินตามอุดมคติทางศาสนาที่สถาบันวัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญ การปกครองวงการดนตรีผ่านระบบราชการเป็นงานที่สำคัญยิ่งสำหรับรัฐ ทั้งในระดับสัญลักษณ์และภาคปฏิบัติ

การวิเคราะห์เปรียบเทียบพัฒนาการของนโยบายดนตรีทั้งในเกาหลีเหนือและใต้ของโนห์แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มที่รัฐเป็นศูนย์กลางในสมัยโบราณยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างไรในช่วงของการปรับปรุงให้ทันสมัย ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงในการวิเคราะห์นี้นำเสนอหน้าต่างที่น่าสนใจ

ซึ่งสามารถมองเห็นปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของอุดมการณ์ทางการเมือง ชาตินิยม และลัทธิหลังอาณานิคมได้ บทความแสดงให้เห็นว่าแม้จะมีความคลาดเคลื่อนมากมาย แต่ทั้งสองระบอบก็ดำเนินตามแนวทางเดียวกันคือการควบคุมโดยรัฐมากเกินไป

ในทางกลับกัน Yuk สำรวจอุตสาหกรรมภาพยนตร์ร่วมสมัยและนโยบายภาพยนตร์

จากการตรวจสอบการพัฒนาสถาบันในด้านภาพยนตร์ เธอสังเกตว่านโยบายที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาความปลอดภัยของระบบที่เป็นอิสระและยั่งยืนนั้นล้มเหลว ดังที่เห็นได้จากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์เมื่อเร็วๆ นี้ เธอให้เหตุผลว่าผลลัพธ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับการทำงาน (หรือไม่ทำงาน)

ของระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตยและตัวแทนที่เกี่ยวข้องมากกว่าบทบัญญัติเฉพาะของสถาบัน คำวิจารณ์ของเธอทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายวัฒนธรรมของเกาหลีกับระบบประชาธิปไตยที่มีรัฐเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมีลักษณะเด่นคือการรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป

หนึ่งในข้อโต้แย้งที่เกิดซ้ำๆ เกี่ยวกับนโยบายวัฒนธรรมของเกาหลีเกี่ยวข้องกับระดับความรุนแรงที่รัฐเข้าแทรกแซงในการกำหนดนโยบายวัฒนธรรม Lee นิยามนโยบายวัฒนธรรมของเกาหลีว่าเป็นผลผลิตของ รัฐอุปถัมภ์ใหม่ในขณะที่ Chung ตอบโต้มุมมองนี้

โดยอ้างว่าควรถูกมองว่าเป็นผลผลิตของ รัฐพัฒนาใหม่แม้ว่าผู้เขียนทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่ารัฐมีอำนาจเหนือในด้านวัฒนธรรม แต่พวกเขาก็ลงเอยด้วยกรอบการวิเคราะห์ที่แตกต่างกัน ในบทความทั้งสอง ยอมรับว่าประชาธิปไตยและเศรษฐกิจการตลาดเป็นองค์ประกอบหลักในการพัฒนานโยบายวัฒนธรรมในเกาหลี Lee ให้เหตุผลว่าองค์ประกอบทั้งสองนี้ทำงานใน การเคลื่อนไหวคู่ขนาน

เพื่อขับเคลื่อนรัฐผู้อุปถัมภ์ สังเกตว่ารัฐเป็นผู้มีอำนาจหลักในการตีความความหมายของประชาธิปไตยในนโยบายวัฒนธรรม และมีบทบาทสำคัญในการปรับสภาพเศรษฐกิจตลาดของวัฒนธรรม เธออ้างว่า  alpha88     ไม่เพียงพอที่จะติดป้ายสถานะว่า กำลังพัฒนา

เธอให้เหตุผลว่าการใช้ลัทธิพัฒนาการตามมูลค่าจะประเมินการมาถึงของประชาธิปไตยและผลกระทบของมันต่ำเกินไป รูปแบบรัฐอุปถัมภ์ใหม่บ่งบอกเป็นนัยว่านโยบายวัฒนธรรมของเกาหลีเป็นเหมือนโครงการรัฐมากกว่า โดยมีความคล้ายคลึงกับรูปแบบรัฐอุปถัมภ์ในรูปแบบสถาบันและรูปแบบการปฏิบัติ

แต่ก็แตกต่างกันตรงที่ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเงินทุนเนื่องจากการเมืองของพรรค อีกนัยหนึ่ง ชุงอ้างว่านโยบายวัฒนธรรมของเกาหลีอยู่บนพื้นฐานของสถิตินิยมโดยเน้นที่ระบบราชการเป็นแรงผลักดัน

สำหรับเขา ในขณะที่การเป็นประชาธิปไตยเป็นหลักการสำคัญ กระบวนการทั้งหมดของการกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมวัฒนธรรมในเกาหลีเป็นไปตามแบบแผนของนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการพัฒนา ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างของนโยบายสถิติ

สงครามเย็นกระดานหมากรุกมหาอำนาจ

ซึ่งหนึ่งในแกนกลางของสงครามเย็นในครั้งนี้ก็คือพื้นที่ของประเทศเยอรมันในฐานะที่เยอรมันเองเป็นประเทศผู้พ่ายแพ้สงครามท้ายที่สุดก็กลายเป็นพื้นที่ที่มหาอำนาจสี่ฝ่ายซึ่งถือได้ว่าเป็นมหาอำนาจผู้ชนะสงครามได้แก่สหรัฐอเมริกาอังกฤษและฝรั่งเศสในฝั่งหนึ่ง

ทางฝ่ายสังคมนิยมก็คือสหภาพโซเวียตนั้นเข้าไปเยอรมันส่วนหนึ่งคือการที่จะหั่นประเทศเยอรมันนั้นออกเป็นสี่ส่วนด้วยกันก็คือในปี1945 เรื่อยมาจนกระทั่งในปี 1947 ซึ่งในช่วงนั้นมีการแบ่งเยอรมันออกเป็นสี่ส่วนก่อนที่จะมีการแบ่งออกเป็นสองส่วนก็คือเสรีประชาธิปไตยอีกส่วนก็เป็นของสหภาพโซเวียตก็ใช้ลัทธิและรูปแบบการปกครองที่ไม่เหมือนกัน

นอกจากนี้เบอร์ลินเองหากใครดูแผนที่เยอรมันก็จะพบว่าเบอร์ลินนั้นทั้งเมืองเลยอยู่ในพื้นที่หนึ่งในเบอร์เบอร์ลินเองก็มีการแบ่งออกเป็นสองซีกก็คือเบอร์ลินตะวันตกและก็เบอร์ลินตะวันออกกันด้วยจนกระทั่งเรื่อยมาถึงปี 1989 เรื่องของสงครามเย็นจึงจบลง

เกาหลีเองก็เช่นเดียวกันอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วหลังจากที่ได้มีการปลดแอกจากญี่ปุ่นไปแล้วเกาหลีเองก็มีผู้ที่ฝักใฝ่สังคมนิยมอีกฝ่ายก็ฝักใฝ่ประชาธิปไตยแล้วแนวความคิดเห็นที่แตกแยกกันในประเทศใดประเทศหนึ่งก็จะมีมหาอำนาจซึ่งถือได้ว่าเป็นเจ้าสำนักของลัทธิเหล่านี้เข้าไปให้การสนับสนุน

สงครามเย็นกระดานหมากรุกมหาอำนาจ ความขัดแย้งเหล่านี้โดยที่มมีมหาอำนาจเป็นผู้ที่ใช้ตัวแทนในการรบนอกพื้นที่ของตัวเองก็คือสงครามเย็นเวียดนามที่ในอนาคตตอนต่อไปที่จะเล่าก็เป็นลักษณะเช่นเดียวกันนั่นเองก็คือมีการที่จะแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วนเวียดนามเหนือและ  กริลแอร์      เวียดนามใต้หลังจากที่มีสงครามเย็นลักษณะแบบนี้แล้ว

โลกเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างโลกก็จะเต็มไปด้วยสงครามในหลากหลายพื้นที่ด้วยกันหรือแม้ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาเองแล้วก็ดีสหรัฐอเมริกาเองรู้ดีว่าสหภาพโซเวียตนั้นมีอิทธิพลเหนือกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกด้วยกันก็เลยได้มีการตั้งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือที่เรียกกันว่านาโต้

ทางด้านของสหภาพโซเวียตเองก็มีการระดมคนรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนโดยทั้งสองส่วนนี้ก็มีการแข่งขันในเรื่องของการทหารเพื่อย้ำให้มั่นใจว่าพลังทางความมั่นคงของแต่ละฝ่ายนั้นไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำฝ่ายใดทางจิตนาการดูว่าสงครรามเย็นนี้ทำให้กีฬาโอลิมปิก2ครั้งต้องปล่อยไปโดยสิ้นเชิง

โอลิมปิกในปี 1980 เจ้าภาพคือสหภาพโซเวียตครั้งนั้นสหรัฐอเมริกาปฏิเสธไม่ส่งนักกีฬาของตัวเองเข้าไปแข่งขัน 4 ปีถัดมาจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาที่ลอสแอนเจลิสในครั้งนั้นสหภาพโซเวียตเองก็ปฏิเสธและไม่ส่งนักกีฬาไปด้วยท่าทีจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กันง่ายๆ

ประวัติพระธาตุดอยตุง  จังหวัดเชียงราย 

       สำหรับในบทความนี้เราจะมาพูดถึงประวัติความเป็นมาหรือตำนานของวัดพระธาตุดอยตุงจังหวัดเชียงรายกันเนื่องจากว่าที่นี่นั้นเป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังประจำจังหวัดเชียงรายซึ่งตามประวัติความเป็นมาแล้วได้มีการพูดถึงการสร้างวัดพระธาตุดอยตุงว่าถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยของกษัตริย์ผู้ครองเมืองโยนกนาคพันธุ์ โดยในสมัยนั้นก็คือพระเจ้าอชุตราช นั่นเอง 

ประวัติพระธาตุดอยตุง       หลังจากที่มีการสร้างวัดพระธาตุดอยตุงสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พระมหากัสสปะก็ได้มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ที่วัดพระธาตุแห่งนี้โดยส่วนที่ถูกอัญเชิญมานั้นคือส่วนของพระราชเบื้องซ้ายหรือก็คือบริเวณกระดูกไหปลาร้าของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

           อย่างไรก็ตามหลังจากที่พระมหากัสสปะได้มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาที่จังหวัดเชียงรายแล้วก็ได้มีการมอบให้กับพระเจ้าอชุตราชซึ่งพระองค์นั้นก็ได้มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาไว้ภายในพระบรมสารีริกธาตุซึ่งอยู่บนดอยโดยมีการสร้างเจดีย์คลุมเอาไว้ซึ่งโดยดังกล่าวนั้นก็คือดอยตุงแห่งนี้นั่นเอง 

        ประวัติความเป็นมาได้มีการระบุว่าลักษณะของการก่อสร้างวังพระธาตุดอยตุงนั้นได้มีการคำนวณเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยมีการระบุว่าผู้ที่คำนวณหรือพยากรณ์วัดพระธาตุแห่งนี้เอาไว้นานก็คือพระพุทธเจ้านั่นเอง

ซึ่งได้มีการระบุเอาไว้ว่าหากว่าธง ที่ปักบนยอดเขาหรือบนดอยแห่งนี้ปลิวไปทางไหนให้ยึดจากปลายของธงใช้สำหรับกำหนดเป็นฐานของพระเจดีย์โดยธงที่ถูกปักไว้บนยอดเขาหรือบนดอยตุงแห่งนี้นั้นมีความยาวถึง 1พันวาเลยทีเดียว

           อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีการสร้างวัดพระธาตุดอยตุงนั้นบริเวณบนดอยแห่งนี้นั้นมีผู้คนอาศัยอยู่อย่างเช่นพวกเราจบและพวกมิลักขะอุดังนั้นพระเจ้าอชุตราช จึงได้มีการมอบทองคำเพื่อให้เป็นค่าที่ดินแก่ผู้คนที่อาศัยอยู่บนดอยแห่งนี้เพื่อที่จะได้นำที่ดินบนดอยแห่งนี้มาใช้เป็นสถานที่ในการสร้างพระธาตุดอยตรงและสร้างเป็นพระเจดีย์สำหรับเก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง 

         อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าพระธาตุดอยตุงแห่งนี้จะเป็นที่จัดเก็บพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระรากขวัญเบื้องซ้ายแล้วแต่พอถึงในยุคสมัยของพระเจ้ามังรายมหาราชก็ได้มีการนำพระบรมสารีริกธาตุมาถวายอีก 50 องค์ ซึ่งคนที่นำมาถวายก็คือพระมหาวชิรโพทะเลละคนเดิมนั่นเอง  ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าบนพระธาตุดอยตุงแห่งนี้มีเจดีย์ 2 องค์ที่ถูกสร้างใกล้กันพระองค์แรกนั้นถูกสร้างในสมัยของพระเจ้าอชุตราช ส่วนอีกองค์หนึ่งนั้นถูกสร้างในสมัยของพระเจ้ามังรายณราชนั้นเอง 

 

สนับสนุนโดย.      alpha88

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 

      เมื่อพูดถึงวัดพระศรีรัตนศาสดารามเชื่อว่าหลายคนนั้นอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกันมากนะไปหาพูดคำว่าวัดพระแก้วเชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักวัดนี้เนื่องจากว่าวัดนี้นั้นเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของประเทศไทยวัดหนึ่งโดยวัดแห่งนี้นั้นเป็นสถานที่ที่เป็นที่ประดิษฐานของพระคู่บ้านคู่เมืองคู่ประเทศไทยนั้นก็คือพระแก้วมรกตนั่นเอง

          โดยวัดแห่งนี้นั้นตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของกรุงเทพฯซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยและที่สำคัญพระแก้วมรกตซึ่งประชาชนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคสมัยโบราณอายุหลายร้อยปีแล้วและถูกนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อครั้งรัชกาลที่ 1 ซึ่งพระองค์นั้นเป็นบุคคลที่สั่งให้มีการสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นมาโดยสร้างตั้งแต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นการสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาพร้อมกับพระบรมมหาราชวังนั่นเอง 

         สำหรับยุคในสมัยโบราณนั้นการสร้างวัดแต่ละแห่งนั้นจะต้องมีการกำหนดสถานที่เอาไว้อย่างชัดเจนโดยมีการดูเกี่ยวกับเรื่องของลักษณะของพื้นที่ที่จะใช้ในการสร้างวัดอย่างเช่นวัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้ก็ได้มีการสร้างเอาไว้อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก

ซึ่งวัดนั้นจะถูกสร้างอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเขตพระราชฐาน    aesexy        โดยจะเห็นได้ว่าลักษณะของการสร้างนั้นจะมีการสร้างระเบียงล้อมรอบเป็นการกั้นเขตกลางระหว่างวัดกับพระบรมมหาราชวังนั่นเอง

         อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าวัดแห่งนี้นั้นเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการประกอบพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา

และเป็นวัดที่สร้างขึ้นมาเพื่อคู่กับพระบรมมหาราชวังดังนั้นจึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ถ้าหากใครเคยเดินทางไปเที่ยวที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามจะเห็นได้ว่าภายในวัดนั้นจะมีพระพุทธรูปเยอะแยะมากมายหมดหรือสิ่งก่อสร้างสวยงามมากมายเต็มไปหมดแต่จะไม่มีพระสงฆ์แม้แต่องค์เดียวจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้

       อย่างไรก็ตามสำหรับวัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งนี้เราจะเห็นได้ว่าเวลาที่พระมหากษัตริย์ต้องการที่จะมีการประกอบพิธีสำคัญก็จะมาทำพิธีที่วัดแห่งนี้อย่างเช่นการทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาหรือแม้แต่การใช้เป็นที่บวชนาคหลวงก็มาทำพิธีที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งนี้นั่นเอง 

         อย่างไรก็ตามผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมักจะเดินทางมาที่กรุงเทพฯเพื่อชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างซึ่งอยู่ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามซึ่งก่อนที่จะเดินทางเข้าไปเยี่ยมชมความงดงามภายในวัดดังกล่าวนั้นจะต้องมีการแต่งกายสุภาพถึงจะสามารถเข้าไปชมด้านในได้แล้วก็จะต้องมีการเข้าไปตามช่วงเวลาที่ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการกำหนดเอาไว้

ประวัติศาสตร์ของสงคราม9ทัพ

สงคราม 9 ทัพ เกิดขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2328 หลังจากตั้งกรุงรัตนโกสินทร์มาเพียงแค่ 3 ปี เท่านั้นในระยะเวลาดังกล่าวหากมองกันที่เวลาแล้วกรุงรัตนโกสินทร์อาจจะยังไม่พร้อมมากนักทั้งนี้เพิ่งจะก่อรากสร้างเมืองมาได้ไม่นาน แต่หากมองกันในแง่ของภาพรวม

ซึ่งแท้จริงกรุงรัตนโกสินทร์เป็นเพียงการย้ายเมืองจากแม่น้ำปากซ้ายมายังฝั่งขวาเท่านั้นส่วนเรื่องของคนและความพร้อมน่าจะมีอยู่บ้างแล้วนับแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีอีกทั้งในการเปลี่ยนแผ่นดินที่ผ่านมาก็เป็นแค่เพียงเปลี่ยนขั้วอำนาจระบบแกนนำเท่านั้น

ประวัติศาสตร์ของสงคราม9ทัพ   ขนาดที่ระดับขุนนางและกองพลไพรรบมีผลกระทบกระเทือนเพียงน้อยนิดกล่าวคือมีการสังหารเฉพาะข้าราชการระดับสูงบางคนและเชื้อพระวงศ์ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเพียงบางองค์เท่านั้นอีกทั้งนับแต่ที่ได้มีการย้ายกรุงกันมาทางด้านกรุงรัตนโกสินทร์ก็ระแวงว่าพม่าอาจจะยกทัพเข้ามาตีกรุงอยู่เสมอทำให้ตต้องมีการวางระบบป้องกันเอาไว้อย่างต่อเนื่องและที่สำคัญที่สุดในเรื่องของกำลังพลนั้น

ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและพระอนุชาคือสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงเคยเป็นแม่ทัพที่สำคัญในสมัยกรุงธนบุรีเมื่อเปลี่ยนแผ่นดินจึงมีบรรดาไพรพลที่เป็นคนเก่าคนแก่อยู่ในมือจำนวนมากพอสมควรโดยเฉพาะบรรดาข้าราลการที่รับใช้ใกล้ชิด

ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นบรรดาข้าหลวงเก่าที่รู้ใจและรู้ฝีมือกันเป็นอย่างมากจากการที่เคยร่วมออกสงครามด้วยกันในสมัยกรุงธนบุรีมาแล้ว

ในวันพฤหัสบดี เดือน ธันวาคม แรม 4 ค่ำ ปีมะเส็ง ปีพุทธศักราช 2328 พระเจ้าประดุกแห่งพม่าได้สั่งเคลื่อนพลออกจากเมาะตะมะที่ได้ยกทัพมาเป็น 5 ทาง คือทางมฤทธิ์ กำลังพล 11,000คน ทางเส้นทวายกำลังพล 11,000คน ทางเส้นเชียงใหม่ กำลังพล 33,000 คน 

ทางเส้นระแหงกำลังพล 5,000 คน และ ทางด้าน เจดีย์ 3 องค์ ซึ่งพม่าเรียกว่าทางเส้นไทรโยคมีกำลังพล 87,900 คน แบ่งเป็นทัพช้าง 500 ทัพม้า 8,400 และ พลเดินเท้า 79,000 กำลังพพลทั้งสิ้นรวม 147,900 นาย พม่าได้จัดขบวนเป็น 9 ทัพ คือ ทัพที่ 1 ที่ลงมาเส้น มฤทธิ์ มีทั้งทัพบก ทัพเรือคือมีเรือกำปั่น 15 ลำ เมื่อแรกให้แมงยีแมงเป็นแม่ทัพล

แต่แมงยี่แมงไม่อาจจัดหาเสบียงเพียงพอแก่กองทัพเมื่อทัพหลวงยกมาจากเจ้าประดุงจึงประหาเสียแล้วจึงยกมหาสีหสุระให้เป็นแม่ทัพแทนและทัพที่ 2 ในเส้นทางทวายได้ถือกำลังพล11,000คนมาตั้งที่เมืองทวายเดินทัพเข้าด่านบ้องตี้เข้าตีราชบุรี เพชรบุรีไปบรรจบกับทัพที่1 ที่ชุมพร ทัพที่3ลงมาตามเส้นเชียงใหม่

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย      มั่งมีหวย

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม        เมื่อพูดถึงวัดพระศรีรัตนศาสดารามเชื่อว่าหลายคนนั้นอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกันมากนะไปหาพูดคำว่าวัดพระแก้วเชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักวัดนี้เนื่องจากว่าวัดนี้นั้นเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของประเทศไทยวัดหนึ่งโดยวัดแห่งนี้นั้นเป็นสถานที่ที่เป็นที่ประดิษฐานของพระคู่บ้านคู่เมืองคู่ประเทศไทยนั้นก็คือพระแก้วมรกตนั่นเอง

          โดยวัดแห่งนี้นั้นตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของกรุงเทพฯซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยและที่สำคัญพระแก้วมรกตซึ่งประชาชนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก

เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคสมัยโบราณอายุหลายร้อยปีแล้วและถูกนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อครั้งรัชกาลที่ 1 ซึ่งพระองค์นั้นเป็นบุคคลที่สั่งให้มีการสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นมาโดยสร้างตั้งแต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นการสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาพร้อมกับพระบรมมหาราชวังนั่นเอง 

         สำหรับยุคในสมัยโบราณนั้นการสร้างวัดแต่ละแห่งนั้นจะต้องมีการกำหนดสถานที่เอาไว้อย่างชัดเจนโดยมีการดูเกี่ยวกับเรื่องของลักษณะของพื้นที่ที่จะใช้ในการสร้างวัดอย่างเช่นวัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้ก็ได้มีการสร้างเอาไว้อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอกซึ่งวัดนั้นจะถูกสร้างอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเขตพระราชฐานโดยจะเห็นได้ว่าลักษณะของการสร้างนั้นจะมีการสร้างระเบียงล้อมรอบเป็นการกั้นเขตกลางระหว่างวัดกับพระบรมมหาราชวังนั่นเอง

         อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าวัดแห่งนี้นั้นเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการประกอบพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนาและเป็นวัดที่สร้างขึ้นมาเพื่อคู่กับพระบรมมหาราชวังดังนั้นจึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ถ้าหากใครเคยเดินทางไปเที่ยวที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามจะเห็นได้ว่าภายในวัดนั้นจะมีพระพุทธรูปเยอะแยะมากมายหมดหรือสิ่งก่อสร้างสวยงามมากมายเต็มไปหมดแต่จะไม่มีพระสงฆ์แม้แต่องค์เดียวจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้

       อย่างไรก็ตามสำหรับวัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งนี้เราจะเห็นได้ว่าเวลาที่พระมหากษัตริย์ต้องการที่จะมีการประกอบพิธีสำคัญก็จะมาทำพิธีที่วัดแห่งนี้อย่างเช่นการทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาหรือแม้แต่การใช้เป็นที่บวชนาคหลวงก็มาทำพิธีที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งนี้นั่นเอง 

         อย่างไรก็ตามผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมักจะเดินทางมาที่กรุงเทพฯเพื่อชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างซึ่งอยู่ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามซึ่งก่อนที่จะเดินทางเข้าไปเยี่ยมชมความงดงามภายในวัดดังกล่าวนั้นจะต้องมีการแต่งกายสุภาพถึงจะสามารถเข้าไปชมด้านในได้แล้วก็จะต้องมีการเข้าไปตามช่วงเวลาที่ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการกำหนดเอาไว้

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย        หวยดี

ชาวอเมริกันวางแผนที่จะเดิมพัน 1.8 พันล้านดอลลาร์ในฟุตบอลโลกครั้งแรก

ชาวอเมริกันวางแผนที่จะเดิมพัน  ด้วยการพนันกีฬาที่ถูกกฎหมายอย่างกว้างขวา FIFA World Cup ในปีนี้เป็นทัวร์นาเมนต์ชายรายการแรกเนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกาให้ยุติการห้ามการพนันกีฬาของรัฐบาลกลางในปี 2018 ทำให้มีรายชื่อรัฐจำนวนมากขึ้นที่ออกกฎหมายให้กิจกรรมนี้ถูกต้องตามกฎหมาย

ขณะนี้ชาวอเมริกันประมาณ 132 ล้านคนอาศัยอยู่ในรัฐที่การพนันกีฬาถูกกฎหมาย

เทียบกับเพียง 10 ล้านคนในช่วงฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดเมื่อสี่ปีที่แล้ว ด้วยเหตุนี้ ชาวอเมริกันจำนวน 20.5 ล้านคนจึงวางแผนที่จะเดิมพันรวม 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐในการแข่งขันฟุตบอลที่จะเริ่มขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ ตามการประมาณการของ American Gaming Association (AGA)

เป็นเรื่องน่ายินดีที่นักเดิมพันให้ความสำคัญกับกฎหมายอย่างจริงจัง AGA รายงานการเดิมพันส่วนใหญ่ 78% กล่าวว่าการวางเดิมพันที่ถูกกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ AGA ยังสนับสนุนให้นักพนันคำนึงถึงความปลอดภัยทางการเงินเป็นอันดับแรกในขณะที่ฟุตบอลโลกเริ่มขึ้น ใครก็ตามที่เข้าร่วมการแข่งขันควรมีแผนเกมที่จะเดิมพันอย่างมีความรับผิดชอบ” Casey Clark รองประธานอาวุโสของ AGA กล่าวในการแถลงข่าว

“นั่นหมายถึงการตั้งงบประมาณ ทำให้มันสนุก เรียนรู้อัตราต่อรองและเล่นกับผู้ให้บริการที่ถูกกฎหมายและได้รับการควบคุม” การพนันที่ถูกกฎหมายหมายความว่าคุณอาจไม่พบปัญหากับกฎหมายสำหรับการพนันฟุตบอลโลกหรือการแข่งขันกีฬาอื่น ๆ แต่ก็หมายความว่าอาจง่ายกว่าสำหรับนักพนันที่จะแอบเข้าไปสู่นิสัยที่เป็นอันตราย

เพียงเพราะถูกกฎหมายไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย แม้ว่าการวางเดิมพันแบบกระชับมิตรหรือแบบจริงจังในกีฬาอาจเป็นวิธีที่สนุกในการมีส่วนร่วมในเกม แต่การพนันตามปกติอาจกลายเป็นปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่ผู้วางเดิมพันจะรู้ตัวเสียด้วยซ้ำการพนัน เป็นสิ่งเสพติดที่ซ่อนเร้น มีสัญญาณภายนอกไม่มากนัก” Keith Whyte ผู้อำนวยการบริหารของ National Council on Problem Gambling กล่าวกับ CNBC Make It

ชาวอเมริกันมักรู้จักการใช้สารเสพติดเนื่องจากสารที่มีผลทางกายภาพและมองเห็นได้สามารถมีต่อร่างกายของใครบางคนได้ Whyte กล่าว แต่ “การพนันไม่มีสาระสำคัญ ดังนั้นผู้คนจึงเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องของศีลธรรมหรือเป็นเรื่องของความตั้งใจที่อ่อนแอ”

เป็นการยากที่จะติดตามจำนวนคนอเมริกันที่จัดการกับปัญหาการพนันหรือการติดการพนันที่นิยามทางการแพทย์ เนื่องจากขาดการรายงาน ความอัปยศ และช่องว่างในการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหา แต่ไวท์กล่าวว่าปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ผู้คนจำนวนมากมีปัญหาเพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงอาจรวมถึงการโกหกคนที่คุณรักเกี่ยวกับการพนันหรือมีปัญหาในการเลิกพนัน ซึ่ง NCPG สามารถติดตามได้จากแบบสำรวจ

ตัวชี้วัดเหล่านี้ “เพิ่มขึ้นประมาณ 30% ระหว่างปี 2018 ถึง 2021” Whyte กล่าว “เรายังเห็นการโทร ข้อความ และการแชทไปยังสายด่วนในประเทศของเราเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการโทรเพิ่มขึ้นประมาณ 45% ระหว่างปี 2564 ถึง 2565”

แม้ว่ารายงานเหล่านั้นจะไม่สัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มขึ้นของปัญหาการพนันหรือการเสพติด แต่พวกเขายังคงส่งสัญญาณว่าการเพิ่มขึ้นของสถานที่เล่นการพนันสามารถกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องได้ Whyte กล่าว

 

สนับสนุนโดย        ole777

พระพุทธรูป เลจุน เซจาร์ ประเทศเมียนมาร์

พระพุทธรูป เลจุน เซจาร์ สำหรับในบทความนี้เราจะมาพูดถึงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของพระพุทธรูปแห่งหนึ่งในประเทศเมียนมาร์  ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้นั้นตั้งอยู่ในเมืองโมนยวา  ซึ่งพระพุทธรูปที่เรากำลังพูดถึงนั้นถูกสร้างคู่กัน 2 องค์

โดยองค์นึงนั้นจะอยู่ในลักษณะของท่ายืนส่วนอีกองค์นึงนั้นจะอยู่ในลักษณะของท่านอน  ซึ่งพระพุทธรูปที่เรากำลังพูดถึงนั้นก็คือพระพุทธรูป เลจุน เซจาร์   นั่นเอง 

         สำหรับพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์นี้ถูกจัดอันดับว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีความสูงและความใหญ่ติดอันดับโลกโดยสำหรับพระพุทธรูปยืนถูกจัดอันดับว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีความสูงอันดับ 2 ของโลกในขณะที่พระพุทธรูปที่เป็นในลักษณะของท่านรนั้นถูกจัดอันดับว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลก  

          สำหรับประวัติการก่อสร้างพระพุทธรูปเลจุน เซจาร์   นั้นว่ากันว่าต้องใช้ระยะเวลานานกว่า 12 ปีเลยทีเดียวกว่าจะสร้างเสร็จโดยเริ่มการก่อสร้างในช่วงประมาณปีค.ศ 1996 หลังจากที่มีการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงมีการเปิดให้บรรดาประชาชนได้เข้าไปกราบไหว้ขอพรและไปเยี่ยมชมความสวยงามขององค์พระพุทธรูปเลจุน เซจาร์  

         สำหรับการเปิดให้ประชาชนเข้าไปเยี่ยมชมความงดงามพระพุทธรูปเลจุน เซจาร์   อย่างเป็นทางการนั้นมีการเปิดให้เข้าเยี่ยมชมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปีค.ศ.  2008  เนื่องจากพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์นั้นมีขนาดที่ใหญ่และสูงมากจึงได้รับความนิยมจากบรรดาผู้คนทั้งชาวพม่าและชาวต่างชาติเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

        สำหรับพระพุทธรูปซึ่งถูกสร้างเอาไว้ในลักษณะขององค์ยืนนั้นวัดความสูงได้อยู่ที่ 115.8 เมตร ในขณะที่พระพุทธรูปที่สร้างในลักษณะขององค์นั้นวัดความสูงได้ 170 เมตร   นอกจากจะมีพระพุทธรูปที่มีความใหญ่โตแล้วเวรพื้นที่โดยรอบนั้นก็ยังร่มเย็นเหมาะแก่การมานั่งวิปัสสนากรรมฐานอีกด้วย

       สำหรับพระพุทธรูปองค์ยืนมีความสูงต่ำกว่าพระพุทธรูป Spring  Temple Buddha เท่านั้นซึ่งพระพุทธรูปองค์ที่สูงที่สุดนั้นถูกสร้างอยู่ที่มณฑลเหอหนานประเทศจีนโดยความสูงที่วัดได้นั้นอยู่ที่ประมาณ 128 เมตร  นับว่าเป็นองค์พระพุทธรูปที่มีความสูงมากที่สุดในโลกของปัจจุบันนี้นั่นเอง 

       สำหรับนักท่องเที่ยวคนไหนที่สนใจจะมาเยี่ยมชมความยิ่งใหญ่อลังการของพระพุทธรูปเลจุน เซจาร์   สามารถมาเยี่ยมชมได้ตั้งแต่ 08:00 น ถึง 08:00 น ของทุกวันโดยจะมีการคิดค่าเยี่ยมชม USD 3 ต่อคน 

        อย่างไรก็ตามสำหรับการเดินทางมาเยี่ยมชมพระพุทธรูป เลจุน เซจาร์  นั้น  จะต้องเหมารถแท็กซี่มาเนื่องจากว่าสถานที่ก่อตั้งพระพุทธรูปเลจุน เซจาร์  นี้อยู่ห่างจากเมืองมันดาเลย์ถึง 125 กิโลเมตรเลยทีเดียว  ซึ่งกว่าจะเดินทางมาถึงและเยี่ยมชมความงดงามของพระพุทธรูปเลจุน เซจาร์   ก็อาจจะต้องเสียเวลาเป็นวันเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย.       แทงหวยจับยี่กี

วัดเดลีอักชารดาห์ม  ประเทศอินเดีย

วัดเดลีอักชารดาห์ม สำหรับประเทศอินเดียนั้น มีวัดเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดเนื่องจากว่าประเทศอินเดียนั้นเป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุทธดังนั้นจึงมีวัดสำคัญสำคัญเกิดขึ้นมากมายและหนึ่งในวันที่เรากำลังจะพูดถึงกันอยู่ในครั้งนี้ก็คือวัดเดลีอักชารดาห์ม

  สำหรับวัดแห่งนี้นั้นมีความหมายว่าเป็นสถานที่อยู่อาศัยของพระเจ้าแห่งโลกโดยวัดแห่งนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นมาจากแรงศรัทธาของคนที่นับถือศาสนาฮินดู 

        ประวัติความเป็นมาของวัดแห่งนี้นั้นว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นมาใช้อายุในการก่อสร้างมานานและกว่าจะสร้างเสร็จนั้นก็ผ่านมาจนถึงปี 2005  แนวความคิดที่อยากจะสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมานั้นก็เพราะต้องการที่อยากจะดึงดูดให้บรรดาคนที่นับถือศาสนาฮินดูนิกายสวามีนารายันมารวมตัวกันที่ศาสนสถานแห่งนี้ดังนั้นที่นี่จึงนอกจากจะเป็นวัดที่เอาไว้สำหรับบำเพ็ญเพียรถือศีลภาวนาแล้วยังมีการก่อสร้างเอาไว้อย่างสวยงามเพราะอยากจะให้บรรดาสาวกที่นับถือศาสนาฮินดูทั้งหลายได้มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมชมความสวยงามของตัววัด

         นอกจากนี้ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ก็ยังกลายเป็นสถานที่ที่มีความสวยงามกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของประเทศอินเดียซึ่งในแต่ละปีนั้นจะมีผู้คนต่างพากันเดินทางมาชมความงดงามแห่งของวัดแห่งนี้กันเป็นจำนวนมาก

โดยวัดแห่งนี้นั้นกลางสร้างไว้อยู่ใกล้กับแม่น้ำยมนาซึ่งถือได้ว่ามีการออกแบบรูปแบบของการสร้างวัดนั้นให้มีความยิ่งใหญ่อลังการโดยยึดแบบการสร้างของตัววัดให้มีความคล้ายคลึงกับวัดอื่นอื่นของอินเดียนั่นเอง  

         ความสวยงามของวัดเดลีอักชารดาห์ม จะเห็นได้ตั้งแต่ภายนอกซึ่งมีการจัดสวนเอาไว้อย่างสวยงามในขณะที่ตัวของตัววัดเองนั้นก็มีการแกะสลักลวดลายเอาไว้อย่างสวยงามวิจิตรบรรจงเป็นอย่างมากซึ่งถ้าหากไปดูใกล้ๆจะเห็นว่ารูปถ่ายที่มีการนำมาประดับตกแต่งวัดนั้น

จะเป็นลักษณะของสไตล์อินเดียโดยการก่อสร้างนั้นจะเป็นการใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมไม่นำวิวัฒนาการสมัยใหม่มาใช้ในการก่อสร้างซึ่งการก่อสร้างวัดแห่งนี้จะมีการเอาหินเอาทรายมาเป็นวัสดุใช้ในการก่อสร้างเป็นส่วนใหญ่

       ตามประวัติเล่าว่ากว่าจะสร้างวัดแห่งนี้ได้นั้นต้องใช้ระยะเวลานานถึง 5 ปีเลยทีเดียวและกว่าจะสร้างและออกแบบวัดแห่งนี้ให้มีความสวยงามได้นั้นต้องเกณฑ์ช่างฝีมือช่างแกะสลักซึ่งจำนวนคนที่มารังสรรค์ผลงานนี้ขึ้นมามีมากกว่า 7000 คนเลยทีเดียวในขณะที่กลุ่มแรงงานที่ใช้ในการก่อสร้างขนหินขนดินขนทรายต่างๆนั้นก็มีนับแสนๆคนถึงสามารถสร้างให้วัดแห่งนี้นั้นดูยิ่งใหญ่อลังการโดดเด่นแบบนี้ได้ 

       ปัจจุบันที่นี่นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศอินเดียแล้วยังเป็นสถานที่ที่บรรดานักแสวงบุญทั้งหลายมักจะมาเพื่อทำสมาธิถือศีลภาวนากันที่นี่เพราะถึงแม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวตลอดทั้งปีแต่ก็จะมีบางจุดบางมุมที่สงวนเอาไว้ให้กับผู้ที่นับถือศาสนาเข้ามาปฏิบัติธรรมนั้นเอง 

 

สนับสนุนโดย.        แทงหวยออนไลน์ยังไง

สาวโพสต์ ประสบการณ์ปรี๊ดแตกหลังจากเธอถูกพนักงานร้านอาหารเม้าท์ ว่าไปกับเสี่ย

ไม่ว่าจะเป็นสังคมไทยหรือสังคมต่างชาติเวลาที่เราเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆที่ไม่คุ้นชินหรืออาจจะเป็นสถานที่ที่เราคุ้นชินรู้จักผู้คนในสถานที่นั้นเป็นอย่างดีแต่เราก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ว่าสถานที่ที่เราไปนั้น    ประสบการณ์ปรี๊ดแตก     อาจจะมีคนที่ไม่พอใจเราและมักจะเม้าท์เกี่ยวกับเรื่องราวของเรา  

        อย่างไรก็ตามเชื่อว่าคนร้ายคนนั้นอาจจะเคยถูกเพื่อนหรือคนรู้จักหรือแม้แต่คนไม่รู้จักเมาส์ หรือแม้แต่ตัวเราเองนั้นก็อาจจะเคยเม้าส์เรื่องราวของคนอื่น  แต่อย่างไรก็ตามเรื่องของการเม้าท์มอยคนอื่นนั้นก็ควรจะต้องมีการพูดถึงลับหลังไม่ควรที่จะพูดให้คนที่เราเมานั้นได้ยินเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะคารมหรือการทะเลาะทำร้ายร่างกายกันได้  

        เมื่อวันที่   7 เดือนธันวาคม ปีพ.ศ. 2564  ได้มีหญิงสาวรายหนึ่งเธอได้โพสต์คลิปเธอได้เจอประสบการณ์ลงในติ๊กต๊อก   หญิงสาวรายนี้เล่าว่าเธอได้ช่วนหนุ่มใหญ่และเพื่อนสาวของเธอไปกินข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่ระหว่างที่พวกเธอกำลังกินข้าวกันอยู่นั้นปรากฎว่า พนักงานที่ให้บริการในร้านอาหารดังกล่าว ได้มีการพูดถึงเธอและเพื่อนของเธอ รวมถึงชายหนุ่มที่เธอไปกินข้าวด้วย ในลักษณะของการเม้าท์มอย 

      ที่สำคัญมีการพูดกันเสียงดังและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน โดยบทสนทนาของพนักงานที่เม้าท์เรื่องของพวกเธอนั้นเป็นการกล่าวถึงพวกเธอมากับเสี่ย เพื่อให้เสี่ยเลี้ยง นอกจากนี้ยังมีคำพูดเสียดสีเธอและเพื่อนมากมาย  อย่างไรก็ตามหญิงสาวรายนี้    huaydee        และเพื่อนสาวนั้นไม่ได้นิ่งเฉยเธอได้มีการเดินไปเผชิญหน้ากับพนักงานกลุ่มดังกล่าวและเธอก็บอกกับพนักงานกลุ่มดังกล่าวด้วยว่าผู้ชายที่มากับเธอนั้นไม่ใช่พ่อของเธอแล้วก็ไม่ใช่เรื่องของเธอแต่เขาเป็นป๋าของเธอ

    ที่สำคัญเธอยังบอกกับพนักงานเหล่านั้นด้วยว่าที่เธอต้องมาพูดให้พนักงานเหล่านี้ทราบว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใครก็เพราะว่าเธอเห็นว่าพนักงานสนใจเธอและอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวของเธอมากนั่นเอง

    อย่างไรก็ตามหลังจากที่หญิงสาวได้มีการเข้าไปพูดคุยกับพนักงานก็ทำให้พนักงานนั้นต้องออกมาขอโทษเธอพร้อมทั้งนำขนมมาเสิร์ฟให้เธอ   ซึ่งหลังจากเรื่องนี้มีการโพสต์แชร์กันออกไปก็ทำให้คนในโลกออนไลน์ต่างก็ออกมาพูดถึงการกระทำของพนักงานว่าไม่สมควรทำเพราะถึงแม้ว่าอยากจะเม้าท์มอยเรื่องของลูกค้าแต่ก็ควรที่จะเม้าท์กันหลังจากที่ลูกค้าออกจากร้านไปแล้วหรือไม่ควรเหมาให้ลูกค้าได้ยินเพราะเป็นการเสียมารยาทและการทำงานด้านบริการก็ไม่ควรที่จะมีพฤติกรรมแบบนี้